Wednesday, September 3, 2008

usb

เนื่องจากเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว USB คือเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ ที่ผู้คนใช้กันอย่างกว้างขวางและถูกพัฒนากำเนิดผลิตภัณฑ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต USB ขึ้นมาอย่างมากมาย แต่ส่วนน้อยที่รู้จัก ชื่อเรียกเต็มของ USB ประเภทของอุปกรณ์ USB และการพัฒนาของ USB จุดเริ่มต้นของ USB จากอดีตถึงปัจจุบันและในอนาคต หลักการทำงาน เกร็ดความรู้อื่นๆในการใช้งานอุปกรณ์เสริมคอมพิวเตอร์ชนิดนี้ รวมถึงทิศทางการพัฒนาการของอุปกรณ์ USB ในอนาคตว่าจะถูกพัฒนาไปทางด้านใดบ้าง
1. USB หรือ Universal Serial Bus ถูกวางโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ผู้นำทางด้านอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็คทรอนิคส์ และคอมพิวเตอร์ ช่วยกันวางมาตรฐาน โดยในยุคเริ่มแรกนั้น ก็มี COMPAQ, IBM, DEC, Intel, Microsoft, NEC และ Northern Telecom มาตรฐานของ USB นั้น ออกสู่สาธารณะชนเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2537 ด้วย Revision 0.7 และได้ปรับปรุงแก้ไขเรื่อยมา จนกระทั่ง เมื่อ วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2539 ออกมาเป็น Revision 1.0 (USB1.0)ได้สำเร็จและยังได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่างๆ จนเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2541 ได้เป็น Revision 1.1 (USB1.1) เมื่อความเร็วที่ได้ ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นทางกลุ่มผู้พัฒนา หรือ USB-IF ( USB Implementers Forum, Inc. ) ได้ร่างมาตรฐาน USB รุ่นใหม่ และได้ข้อสรุป เป็นมาตรฐานที่แน่นอน คือ USB 2.0 ในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2543 สำหรับความเร็วในการ รับ-ส่ง ข้อมูลนั้น USB1.1 จะมีความเร็วอยู่ที่ 12Mbps ส่วน USB 2.0 นั้น รองรับระดับการรับส่งข้อมูลได้ถึง 3 ระดับ คือ 1.1 ความเร็ว 1.5 Mbps ( Low Speed )
สำหรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลคราวละมากๆ 1.2 ความเร็ว 12 Mbps ( Full Speed )
สำหรับการเชื่อมต่อกับ USB 1.1 1.3 ความเร็ว 480 Mbps ( Hi-Speed )
สำหรับการเชื่อมต่อกับ USB 2.0 ด้วยกัน

2. ว่ากันด้วยเรื่องของความเร็ว
เมื่อเรารู้จักกับ USB แล้วเรามารู้จักกับความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลกันบ้าง สำหรับ USB 1.1 จะมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลที่ช้าไม่ทันใจหากต้องโอนถ่ายข้อมูลครั้งละมากๆ ทำให้ใช้เวลานานในการรอคอยโอนข้อมูล ดังนั้นมาตรฐานในปัจจุบันที่ใช้ในการโอนถ่ายข้อมูล หลายๆคนจะมองหา USB 2.0 ที่มีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลที่สูงกว่า ใช้เวลาในการโอนถ่ายข้อมูลน้อยกว่า
ทางด้านความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูล

2.1 ความเร็วของ USB 1.1 จะมีอัตราการโอนถ่ายข้อมูลอยู่ที่ 12Mbits ต่อวินาทีแต่ความเร็วนี้ก็ยังไม่ถือว่าเร็วมากจนเรียกได้ว่า Hi-Speed เนื่องจากความเร็วในขั้น Hi-Speed USB จะมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลอยู่ที่ 480Mbits ต่อวินาที

2.2 ความเร็วของ USB 2.0 จะมีความเร็วอยู่ที่ 480Mbits ต่อวินาที ดังนั้นเมื่อคุณเห็นคำว่า 'Hi-Speed USB2.0' และใช้งานกับเมนบอร์ดที่รองรับ USB 2.0 การโอนถ่ายข้อมูลของคุณจึงเป็นเรื่องง่ายๆ โอนถ่ายข้อมูลได้รวดเร็ว สะดวกในการติดตั้ง และเป็นมาตรฐานเดียวกัน ข้อดีในการใช้งาน USB คือเรื่องความง่ายในการใช้งาน (plug and play) แค่เสียบอุปกรณ์ในช่อง USB ใน Windows XP ก็สามารถใช้งานได้ทันที สำหรับ Windows รุ่นก่อนๆ อย่าง Windows 98/MEจะต้องติดตั้ง Driver เพื่อให้สามารถใช้งาน USB ได้ ด้วยการเชื่อมต่อแบบ USB ให้คุณเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้หลากหลาย โดยคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ USB ได้มากถึง 100 ชิ้นเลยทีเดียว

3.รู้จักกับ USB Drive
คำศัพท์คอมพิวเตอร์ที่ทุกคนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ต้องพบเจอในการเลือกซื้ออุปกรณ์ต่างๆที่ใช้การเชื่อมต่อ โอนถ่ายข้อมูล จะต้องได้ยินคำว่า USB อย่างแน่นอน แต่ถ้าแยกออกไปจะเป็น USB 1.1 และ USB 2.0 จนหลายๆ คนอาจจะงงว่ามันคืออะไร 1.1 กับ 2.0 วันนี้จะพาท่านมารู้จักกับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ USB กัน

3.1 ในการเชื่อมต่อสมัยก่อนนั้นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าจะมีพอร์ต serial คือพอร์ตพวกต่อจอยสติ๊กเพื่อเล่นเกม พอร์ต parallel ที่ใช้กับพรินเตอร์รุ่นเก่า สำหรับการเชื่อมต่อแบบ USB นั้นกำเนิดขึ้นมาเพื่อรองรับและสนับสนุนการเชื่อมต่อหลายรูปแบบ เนื่องจากมีอุปกรณ์จำนวนมากทั้งเครื่องพิมพ์ กล้องดิจิตอล ฮาร์ดดิสก์แบบต่อภายนอก ที่ต้องใช้การต่อเชื่อม จึงมีการคิดค้นรูปแบบพอร์ตเชื่อมต่อที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ช่องขนาดเดียวกัน คือลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบนๆ ดังนั้นอุปกรณ์ทุกชนิดที่ใช้พอร์ตนี้จึงสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องได้อย่างไม่มีปัญหา สำหรับในเรื่องความเร็วนั้น USB 1.1 ได้รับการพัฒนามาหลายปีแล้ว โดยคำว่า USB มาจากคำว่า Universal Serial Bus ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นรูปแบบมาตรฐานการเชื่อมต่อ ที่ส่งผ่านข้อมูลได้รวดเร็วกว่าแบบ serial และแบบ parallel นอกจากนี้สังเกตได้ว่าเม้าส์และคีย์บอร์ด ปกติจะเป็นแบบ PS/2 แต่ปัจจุบันนิยมหัวต่อแบบ USB กันมากขึ้น โดยเทคโนโลยี USB ได้รับการพัฒนาโดยCompaq, DEC, IBM, Intel, Microsoft, NEC และ Northern Telecom โดยมีเป้าหมายสร้างมาตรฐานการเชื่อมต่อความเร็วสูงและใช้ทดแทนพอร์ต serial และ parallel ที่ใช้กันอย่างจำกัด เนื่องจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งมีพอร์ต serial ให้ 2 พอร์ต parallel 1 พอร์ต การใช้งานกับอุปกรณ์หลายๆอย่างก็ต้องมาพ่วงกันให้วุ่นวาย ปัจจุบันมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ให้ความสนใจและนิยมเลือกใช้การเชื่อมต่อแบบ USB กันมากขึ้น แพร่หลายๆมาก เรียกได้ว่าตอนนี้คอมพิวเตอร์ เครื่องหนึ่งมีพอร์ต USB ให้ 4 – 6 พอร์ต และยังเชื่อมต่อกับพอร์ตหน้าเคสได้อีก นอกจากนี้อุปกรณ์พ่วง USB Hub ยังได้รับความนิยมเนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อแพร่หลายมากขึ้น ทั้งกล้องดิจิตอล Infrared Bluetooth USB Flash Drive ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แต่เพื่อความเข้าใจจุดกำเนิดของ USB ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เชื่อมต่อกับความพิวเตอร์ เพื่อรู้อย่างลึกซึ้ง จึงต้องทราบถึงแหล่งที่มาที่ไปก่อนจะมาเป็น USB กันเสียก่อน

3.2 คอมพิวเตอร์นั้นมีวิวัฒนาการที่รวดเร็วมาก ตั้งแต่ยุคสมัยดึกดำบรรพ์เป็นต้นมา มนุษย์เรามีความพยายามที่จะคิดค้นเครื่องมือให้มาช่วยในการคำนวณและการนับ ตั้งแต่เริ่มต้นใช้นิ้วมือนับ จนมาใช้ก้อนกรวด หิน มนุษย์จึงคิดค้นวิธีการที่ง่ายกว่านี้ จนกลายมาเป็นกลไกที่ใช้ในการคำนวณ จนวิวัฒนาการมาเป็นคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน โดยแบ่งเป็น 4 ยุค ดังนี้
1. ยุคก่อนเครื่องจักรกล (Premachanical)
2. ยุคเครื่องจักรกล (Mechanical)
3. ยุคเครื่องจักรกลระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electromechanical)
4. ยุคเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic)

3.3 คอมพิวเตอร์ในยุคเริ่มแรกยังไม่มีชิปประมวลผลหรือระบบปฏิบัติการในปัจจุบัน โดยถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 400 กว่าปีที่แล้วส่วนใหญ่ คอมพิวเตอร์เหล่านี้มักใช้ในการคำนวณมากกว่า

3.3.1 ลูกคิด ของชาวจีน อุปกรณ์ชนิดแรกของโลกที่เป็นเครื่องมือในการคำนวณก็คือลูกคิดนั่นเอง ซึ่งถือได้ว่า เป็นอุปกรณ์ใช้ช่วยการคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและคงยังใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2158 นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้สร้างอุปกรณ์ใช้ ช่วยการคำนวณขึ้นมา เรียกว่า Napier's Bones มีรูปร่างคล้ายสูตรคูณในปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2185 นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Blaise Pascal คิดว่าน่าจะมีวิธีที่จะคำนวณตัวเลขได้ง่ายกว่า เขาได้ออกแบบ เครื่องมือช่วยในการคำนวณโดย ใช้หลักการหมุนของฟันเฟืองหนึ่งอันถูกหมุนครบ 1 รอบ ฟันเฟืองอีกอันหนึ่งซึ่งอยู่ ทางด้านซ้ายจะถูกหมุนไปด้วยในเศษ 1 ส่วน 10 รอบ เครื่องมือของปาสคาลนี้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะชน เมื่อ พ.ศ. 2188 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากราคาแพง และเมื่อใช้งานจริงจะเกิดฟันเฟืองติดขัดบ่อยๆ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อยถูกต้องตรงความเป็นจริง

3.4 ในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องจักรใดที่สามารถทำตามคำสั่งหรือทำงานเองโดยอัตโนมัติได้แต่ใน พ.ศ. 2344 นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พยายามพัฒนาเครื่องทอผ้าโดยใช้ บัตรเจาะรูในการใส่คำสั่งให้ควบคุมเครื่องทอผ้าให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ และแบบดังกล่าวสามารถนำมา สร้างซ้ำๆ ได้อีกหลายครั้ง ความพยายามของ Jacquard สำเร็จลงใน พ.ศ. 2348 เครื่องทอผ้านี้ถือว่าเป็น เครื่องทำงานตามคำสั่งเป็นเครื่องแรก และตั้งแต่ Jacquard ได้ประดิษฐ์สิ่งนี้ขึ้นมาทำให้มีเครื่องกลเกิดขึ้นมาหลายอย่าง และได้มีเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ได้เปลี่ยนวงการของเครื่องคอมพิวเตอร์และการคำนวณ โดยอุปกรณ์ที่ว่านี้มีชื่อว่าเครื่องหาผลต่าง (Difference Engine) โดยเจ้าเครื่องนี้มีความคล้ายกับเครื่องคิดเลขในปัจจุบันนั่นเอง โดย Chales Babbage เป็นผู้สร้างเครื่องนี้ขึ้นมา ในปี พ.ศ. 2373 เขาได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษเพื่อสร้างเครื่อง Difference Engine ขึ้นมาจริงๆ แต่ในขณะที่ Babbage ทำการสร้างเครื่อง Difference Engine อยู่นั้น ได้พัฒนาความคิดไปถึงเครื่องมือในการคำนวณที่มีความสามารถสูงกว่านี้ ซึ่งก็คือเครื่องที่เรียกว่าเครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) และได้ยกเลิกโครงการสร้างเครื่อง Difference Engine ลงแล้วเริ่มต้นงานใหม่ คือ งานสร้างเครื่องวิเคราะห์ ในความคิดของเขา โดยที่เครื่องดังกล่าวประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่สำคัญ 4 ส่วน คือ

3.4.1 ส่วนเก็บข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนำเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ
3.4.2 ส่วนประมวลผล เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์
3.4.3 ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างส่วนเก็บข้อมูล และส่วนประมวลผล
3.4.4 ส่วนรับข้อมูลเข้าและแสดงผลลัพธ์ เป็นส่วนที่ใช้รับทราบข้อมูลจากภายนอกเครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บ และแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณให้ผู้ใช้ได้รับทราบ



4. เครื่องหาผลต่าง
เป็นที่น่าสังเกตว่าส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่อง Alaytical Engine มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วนประกอบ ของระบบคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันมาก แต่น่าเสียดายที่เครื่อง Alalytical Engine ของ Babbage นั้นไม่สามารถ สร้างให้สำเร็จขึ้นมาได้ ทั้งนี้เนื่องจากเทคโนโลยี สมัยนั้นไม่สามารถสร้างส่วนประกอบต่างๆ ดังกล่าว และอีกประการหนึ่งก็คือ สมัยนั้นไม่มีความจำเป็น ต้องใช้เครื่องที่มีความสามารถสูงขนาดนั้น ดังนั้นรัฐบาล อังกฤษจึงหยุดให้ความสนับสนุนโครงการของ Babbage ทำให้ไม่มีทุนที่จะทำการวิจัยต่อไป สืบเนื่องจากมาจากแนวความคิดของ Analytical Engine เช่นนี้จึงทำให้ Charles Babbage ได้รับการยกย่อง ให้เป็น บิดาของเครื่องคอมพิวเตอร์ และหลังจากนั้นอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ก็เริ่มพัฒนาขึ้น แต่มีอย่างหนึ่งที่ยังไม่มีในยุคนั้น สิ่งนั้นก็คือโปรแกรมนั้นเอง เนื่องจากในสมัยนั้นไม่มีใครคิดที่จะทำคอมพิวเตอร์สำหรับทำงานขึ้นมา แต่ใน พ.ศ. 2385 ชาวอังกฤษ ชื่อ Lady Auqusta Ada Byron ได้ทำการแปลเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่อง Anatical Engine จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษในระหว่างการแปลทำให้ Lady Ada เข้าใจถึงหลักการทำงาน ของเครื่อง Analytical Engine และได้เขียนรายละเอียดขั้นตอนของคำสั่งให้เครื่องนี้ทำการคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อนไว้ในหนังสือทางคณิตศาสตร์เล่มหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์โปรแกรมแรกของโลก และจากจุดนี้จึงถือว่า Lady Ada เป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก (มีภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมที่เก่าแก่ อยู่หนึ่งภาษาคือภาษา Ada มาจาก ชื่อของ Lady Ada) นอกจากนี้ Lady Ada ยังค้นพบอีกว่าชุดบัตรเจาะรูที่บรรจุคำสั่งไว้สามารถนำกลับมาทำงานซ้ำได้ถ้าต้องการ นั่นคือหลักของการทำงานวนซ้ำ หรือเรียกว่า Loop เครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณที่ถูกพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 19 นั้น ทำงานกับเลขฐานสิบ (Decimal Number) แต่เมื่อเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 ระบบคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนาขึ้นจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ เลขฐานสอง (Binary Number) กับระบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักของพีชคณิต
ตอนนี้คอมพิวเตอร์เริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ จวบจนถึงยุคคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ โดยบริษัทที่ได้ทำคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ก็คือบริษัท ไอบีเอ็ม (IBM) นั่นเอง การกำเนิดของเครื่องคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์โดยอุปกรณ์สมัยเก่ามักจะเป็นเฟืองหรือไม้ซึ่งหนักมากทำให้คนต้องพัฒนาเครื่องมือให้มีขนาดเล็กลง พ.ศ. 2480 ศาสตราจารย์ Howard Aiken แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้พัฒนาเครื่องคำนวณ ตาม แนวคิด ของ Babbage ร่วมกับวิศวกรของบริษัท IBM สร้างเครื่องคำนวณตามความคิดของ Babbage ได้ สำเร็จ โดยเครื่องดังกล่าวทำงานแบบเครื่องจักรกลปนไฟฟ้า และใช้บัตรเจาะรูเป็นสื่อในการนำเข้าข้อมูลสู่เครื่องเพื่อทำการประมวลผล การพัฒนาดังกล่าวมาเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2487 โดยเครื่องมือนี้มีชื่อว่า MARK 1 และเนื่องจากเครื่องนี้สำเร็จได้จากการสนับสนุนด้านการเงินและบุคลากรจากบริษัท IBM ดังนั้นจึงมีอีกชื่อ หนึ่งว่า IBM Automatic Sequence Controlled Calculator และนับเป็นเครื่องคำนวณแบบอัตโนมัติเครื่องแรกของโลก และในเมื่อมีเครื่องคำนวณที่สามารถคำนวณแบบอัตโนมัติได้ ทำให้มีคนคิดที่นำไปใช้ในสงคราม ซึ่งถ้าใช้เครื่องคำนวณที่มี อยู่ในสมัยนั้นจะต้องใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมงในการคำนวณ การยิงจรวด 1 ครั้ง ดังนั้นกองทัพจึงให้กองทุนอุดหนุนแก่ John W. Mauchly และ Persper Eckert จาก, มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ในการสร้างคอมพิวเตอร์ จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา โดยนำหลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube) จำนวน 18,000 หลอด มาใช้ในการสร้าง ซึ่งมีข้อดีคือ ทำให้เครื่องมีความเร็ว และมีความถูกต้องแม่นยำในการคำนวณมากขึ้น และความคิดต่อมาในการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ดีขึ้นก็คือ การค้นหาวิธีการเก็บโปรแกรมไว้ในเครื่องได้ เพื่อลดความยุ่งยาก ของขั้นตอนการป้อนคำสั่งเข้าเครื่องครั้งต่อครั้ง มีนักคณิตศาสตร์เชื้อสายฮังกาเรียนชื่อ Dr.John Von Neumann ได้พบวิธีการเก็บโปรแกรมไว้ ในหน่วยความจำของเครื่องเช่นเดียวกับการเก็บข้อมูลและต่อวงจรไฟฟ้า สำหรับการคำนวณ และการปฏิบัติการพื้นฐาน ไว้ให้เรียบร้อยภายในเครื่อง แล้วเรียกวงจรเหล่านี้ด้วยรหัสตัวเลขที่กำหนดไว้ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นตามแนวความคิดนี้ได้แก่ EVAC (Electronic Ddiscreate Variable Automatic Computer) ซึ่งสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2492 และนำมาใช้งานจริงในปี พ.ศ. 2494 และในเวลาใกล้เคียงกัน ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ได้มีการสร้างคอมพิวเตอร์มีลักษณะคล้ายกับเครื่อง EVAC และให้ชื่อว่า EDSAC (Electronic Delay Strorage Automatic Caculator)

5. เครื่องคอมพิวเตอร์ในแต่ละยุค
5.1 คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 (พ.ศ. 2497-2501) อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2501 เป็นยุคของคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศ (Vacuum tube)ซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสูงมาก ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดี แต่จะมีปัญหาในเรื่องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยากและซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้มีขนาดใหญ่ เช่น มาร์ค วัน (MARK I), อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)
5.2 คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2502-2507) คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้ทรานซิสเตอร์ (Transistor) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และใช้วงแหวนแม่เหล็กเป็นหน่วยความจำ คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กกว่ายุคแรก ต้นทุนต่ำกว่า ใช้กระแสไฟฟ้าและมีความแม่นยำมากกว่า มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองในรูปแบบของสื่อแม่เหล็ก สามารถเขียนโปรแกรมระดับสูงได้
5.3 คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3 (พ.ศ. 2508-2513) คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้ วงจรไอซี (Integrated Circuit) เป็นสารกึ่งตัวนำที่สามารถบรรจุวงจรทางตรรกะไว้แล้วพิมพ์บนแผ่นซิลิกอน (Silicon) เรียกว่า "ชิป"
5.4 คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4 (พ.ศ. 2514-2523) คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้ วงจร LSI (Large Scale Integration) เป็นการรวมวงจรไอซีจำนวนมากลงในแผ่นซิลิกอนชิป 1 แผ่น สามารถบรรจุได้มากกว่า 1 ล้านวงจร ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ทำให้เกิดแนวคิดในการบรรจุวงจรที่สำคัญสำหรับการทำงานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์นั่นคือ CPU ลงชิปตัวเดียว เรียกว่า "ไมโครโพรเซสเซอร์"

5.5 คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5 (พ.ศ. 2524-ปัจจุบัน) คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้ วงจร VLSI (Very-large-scale integration) เป็นการพัฒนาไมโครโพรเซสเซอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

6. ก่อกำเนิด ไมโครโพรเซสเซอร์
ถึงแม้จะมีคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ก็ตามแต่คอมพิวเตอร์ก็ยังมีขนาดใหญ่อยู่และไม่สามารถเก็บข้อมูลได้มาก ทำให้ต้องพัฒนาไมโครโพรเซสเซอร์เพื่อการประมวลผมในคอมพิวเตอร์ให้แม่นยำขึ้น โดยบริษัทที่พัฒนาไมโครโพรเซสเซอร์จนเป็นเหมือนปัจจุบันคือบริษัท อินเทล (Intel) นั่นเอง

6.1 เมื่อก่อนนั้น Intel (R) เป็นบริษัทผลิตชิปไอซีแห่งหนึ่งที่ไม่ใหญ่โตมากนักเท่าในปัจจุบันนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1969 ได้สร้างความสะเทือน ให้กับวงการอิเล็คทรอนิคส์ โดยการออกชิปหน่วยความจำ (Memory) ขนาด 1 Kbyte (ถือว่าเยอะมากในสมัยนั้น) มาเป็นรายแรก ในปี ค.ศ. 1971 Intel ได้นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า Intel (R) 4004 ในราคา 200 เหรียญสหรัฐฯ และเรียกชิปนี้ว่าเป็น ไมโครโพรเซสเซอร์ (Micro Processor) ก็เพราะว่า 4004 นี้เป็น CPU (Central Processing Unit) ตัวหนึ่ง ซึ่งมีขนาด 4.2 X 3.2 มิลลิเมตร ภายในประกอบด้วย ทรานซิสเตอร์ จำนวน 2250 ตัว และเป็น ไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด 4 บิต หลังจาก 1 ปีต่อมา Intel (R) ได้ออก ไมโครโพรเซสเซอร์ ขนาด 8 บิตออกมาโดยใช้ชื่อว่า 8008 มีชุดคำสั่ง 48 คำสั่ง และอ้างหน่วยความจำได้ 16 Kbyte ซึ่งทาง Intel (R) หวังว่าจะเป็นตัวกระตุ้นตลาดทางด้านชิปหน่วยความจำได้อีกทางหนึ่ง เมื่อปี 1973 ทาง Intel (R) ได้ออก ไมโครโปรเซสเซอร์ 8080 ที่มีชุดคำสั่งพื้นฐาน 74 คำสั่งและสามารถอ้างหน่วยความจำได้ 64 Kbyte

7. คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของไอบีเอ็ม
ในปี 1975 ไอบีเอ็ม ได้ออกเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องแรกออกมา แต่ทางไอบีเอ็มได้เรียกเครื่องนี้ว่าเป็น เทอร์มินัลแบบชาญฉลาด ที่สามารถโปรแกรมได้ (Intelligent Programmable Terminal) และตั้งชื่อรุ่นว่า Model 5100 มีหน่วยความจำ 16 Kbyte แล้วยังมีตัวแปลภาษาเบสิก แบบอินเตอร์พรีทเตอร์ (Interpreter) ด้วย และมี ไดรฟ์สำหรับใส่คาร์ทิดจ์เทปในตัว แต่ก็ยังขายไม่ดีเท่าที่ควร เพราะว่าตั้งราคาไว้สูงมากถึง 9,000 เหรียญสหรัฐฯ ในปลายปี 1980 บริษัทไอบีเอ็มได้เกิดแผนกเล็ก ๆ ขึ้นมาแผนกหนึ่งเรียกว่า Entry Systems Division ภายใต้ทีมของคนชื่อว่า ดอน เอสทริดจ์ (Don Estridge) และนักออกแบบอีก 12 คน โดยได้รับมอบหมายให้พัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของไอบีเอ็มโมเด็ล 5100 นั้นเอง โดยนำเอาจุดเด่นของเครื่อง ที่ขายดีมารวมไว้ในการออกแบบเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ของไอบีเอ็ม และผลิตจำหน่ายได้ภายในปีเดียวภายใต้ชื่อว่า ไอบีเอ็มพีซี (IBM PC) ซึ่งถูกเปิดตัวในเดือน สิหาคม ปี 1981 และยอดขายของเครื่องพีซีก็ได้พุ่งอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทอื่น ๆ เริ่มจับตามอง

8. กำเนิด แอปเปิ้ล (Apple)
ในปี 1976 หลังจาก Stephen Wozniak และ Steve Jobs ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ (Apple Computer) และได้นำเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องแรกที่ประดิษฐ์จากโรงรถออกมาขายโดยใช้ชื่อว่า Apple I ในราคา 695 เหรียญฯ บริษัทแอปเปิลได้ผลิตเครื่อง Apple I ออกมาไม่มากนัก ภายในปีเดียวได้ผลิต Apple II ออกมา และรุ่นนี้เป็นรุ่นเปิดศักราชแห่งวงการไมโครคอมพิวเตอร์ และเป็นการสร้างมาตรฐาน ที่ไมโครคอมพิวเตอร์ ที่เกิดมาตามหลังทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่แอปเปิ้ลจะขายระบบปฏิบัติการมากว่าขายเครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเครื่องของ Intel และ IBM จะทำงานได้ดีกว่า

9. ประเภท Port Computer

9.1 PS/2 Mouse, PS/2 Keyboard Port เป็นพอร์ต์ที่ใช้สำหรับต่อสายเม้าส์กับสายคีย์บอร์ดเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเรียกว่าพีเอสทูเม้าส์หรือพีเอสทูคีย์บอร์ด ซึ่งพอร์ตจะมีรูกลมหกรู แล้วก็รูสี่เหลี่ยมหนึ่งรู ซึ่งปลายสายคีย์บอร์ดหรือเม้าส์ก็จะมีเข็มที่ตรงกับตำแหน่งของรูที่พอร์ตด้วย การเสียบสายเม้าส์และคีย์บอร์ดเข้าไป ต้องระวังให้เข็มตรงกับรู สำหรับพอร์ตเม้าส์และคีย์บอร์ดนั้นจะใช้ Color Key แสดงเอาไว้ สีเขียวคือต่อสายเม้าส์ ส่วนสีน้ำเงินต่อสายคีย์บอร์ด นอกจากนี้ยังมีจุดสังเกตุอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อประกอบเมนบอร์ดเข้ากับเคส ที่เคสจะมีสัญลักษณ์รูปเม้าส์กับรูปคีย์บอร์ด ติดอยู่ เพื่อให้ต่อสายเม้าส์และคีย์บอร์ดได้ถูกต้อง

9.2 USB Port (Universal Serial Bus) พอร์ตสำหรับต่อพ่วงกับอุปกรณ์ที่มีพอร์ตแบบยูเอสบี เช่น พรินเตอร์ สแกนเนอร์ กล้องดิจิตอล ซีดีรอมไดรฟ์ ซิพไดรฟ์ เป็นต้น เมนบอร์ดรุ่นใหม่จะมีพอร์ตยูเอสบีเพิ่มมาอีกเรียกว่าพอร์ต USB 2.0 ซึ่งรับส่งข้อมูลได้เร็วกว่าเดิม เมื่อคุณต้องซื้ออุปกรณ์ต่อพ่วง ควรตรวจสอบด้วยว่าอุปกรณ์นั้นเชื่อมต่อกับพอร์ตยูเอสบีรุ่นเก่า หรือว่าต้องใช้ร่วมกับพอร์ต ยูเอสบี 2.0 เพื่อความมั่นใจว่าอุปกรณ์ที่ซื้อมานั้นจะทำงานได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ
9.3 Parallel Port พอร์ตพาราเรล เป็นพอร์ตแบบตัวเมียมีรู 25 รู สำหรับต่อสายพรินเตอร์หรือสแกนเนอร์ที่มีพอร์ตแบบพาราเรล ซึ่งส่วนใหญ่ จะใช้ต่อกับเครื่องพรินเตอร์มากกว่า ซึ่งบางคนจะเรียกว่าพรินเตอร์พอร์ต โดยส่วนใหญ่พอร์ตพาราเรลจะมีกับเครื่อง พรินเตอร์รุ่นเก่า หรือในเครื่องพรินเตอร์ระดับกลางๆ ขึ้นไป
9.4 Serial Port พอร์ตแบบตัวผู้ที่มีขาสัญญาณอยู่ 9 ขา เรียกว่าคอมพอร์ต (COM Port) เป็นพอร์ตที่ใช้สำหรับต่อโมเด็ม เม้าส์ หรือจอยสติ๊ก ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ใช้พอร์ตนี้แทบไม่มีให้เห็น เนื่องจากหันไปใช้พอร์ตแบบ USB เป็นส่วนใหญ่
9.5 Video Port พอร์ตสำหรับต่อสายสัญญาณภาพ กับจอคอมพิวเตอร์ ลักษณะของพอร์ตจะเป็นพอร์ตแบบตัวเมียมีรู 15 รู สำหรับพอร์ตนี้ จะมีอยู่เฉพาะในเมนบอร์ดรุ่นที่รวมเอาการ์ดแสดงผลเข้าไปกับเมนบอร์ดด้วย (VGA Onboard)
9.6 IEEE1394 Port เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า FireWire (บริษัทโซนี่เรียกว่า I-Link) เป็นพอร์ตที่ใช้สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งก็มีในเมนบอร์ดบางรุ่น พอร์ตนี้จะใช้สำหรับต่อพ่วงกับ สแกนเนอร์ กล้องดิจิตอลระดับไฮเอนด์ กล้องดิจิตอลวิดีโอ ฮาร์ดดิสก์ที่มีพอร์ตแบบ Firewire โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ต่อกับ กล้องดิจิตอลวิดีโอ เนื่องจากการที่ สามารถควบคุมการทำงานของกล้องผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง
9.7 Line in / Line out / Microphone Jack สำหรับเมนบอร์ดรุ่นใหม่ ซาวน์ดการ์ดจะถูกรวมเข้าไปกับเมนบอร์ดด้วย ที่เรียกกันว่า Sound on Board จุดสังเกตก็คือที่เมนบอร์ดจะมีช่องสำหรับต่อไมโครโฟน ลำโพง แล้วก็เครื่องเล่นเทป ทำให้ไม่ต้องซื้อซาวน์ดการ์ดเพิ่ม อย่างไรก็ดีถ้าคุณต้องการคุณภาพเสียงที่ดีกว่า หรือต้องการใช้เครื่องคอมกับการทำดนตรี หรืองานตัดต่อวิดีโอ ซาวน์การ์ดแบบติดตั้งเพิ่มก็ยังจำเป็น

10. พูดกันถึง หน่วยความจำ
หน่วยความจำ (Computer memory) คือ อุปกรณ์เก็บสถานะข้อมูลและชุดคำสั่ง เพื่อการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ หน่วยความจำถาวร และ หน่วยความจำชั่วคราว
10.1 ชนิดของหน่วยความจำชั่วคราว
10.1.1 รอม (ROM - Read Only Memory) หรือ หน่วยความจำแบบอ่านอย่างเดียว
10.1.2 แรม (RAM - Random Access Memory) หรือ หน่วยความจำที่เข้าถึงได้แบบสุ่ม

10.2 หน่วยความจำภายนอก (external memory) หมายถึง สื่อต่าง ๆ ที่ใช้เป็นตัวเก็บข้อมูลเพิ่มจากหน่วยความจำหลัก (main memory) ในคอมพิวเตอร์ เช่น แถบบันทึก (tape) จานบันทึก (disk) เพราะราคาถูกกว่ามาก ถึงจะไม่เปิดไฟ ก็สามารถเก็บข้อมูลไว้ได้ หน่วยความจำหลักในคอมพิวเตอร์นั้นไม่มีที่พอจะนำข้อมูลจำนวนมาก ๆ เข้าไปเก็บไว้ได้หมด (ยิ่งมีขนาดใหญ่ ก็ยิ่งแพงมาก) เพื่อช่วยประหยัด เราอาจเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำรอง หรือหน่วยความจำช่วย (auxiliary storage) นี้ก่อน และจะดึงไปไว้ในหน่วยความจำหลักเฉพาะเมื่อเวลาต้องการเรียกใช้ มีความหมายเหมือน external storage, secondary memory และ auxiliary storage

10.2.1 Flash memory แผ่นจิ๋วแห่งความจำ การ์ดความจำจิ๋วขนาดเล็บนิ้วมือนี้มีความเป็นมาอย่างไร และจะมีอนาคตเป็นอย่างไร อะไรคือ NAND อะไรคือ NOR การ์ดแบบ SD ต่างจาก MMC อย่างไร มันจะมาแทนที่ฮาร์ดดิสก์ได้หรือไม่
กรอบรูปแขวนผนังแสดงภาพเคลื่อนไหว (เหมือนในนิยายแฮรี่พ็อตเตอร์) โน้ตบุ๊คที่ไม่มีฮาร์ดดิสก์ คอมพิวเตอร์มือถือที่มีหน่วยความจำมหาศาล เครื่องความจำสำรองขนาดใหญ่ที่เย็น เงียบ และทำงานรวดเร็ว เทคโนโลยีที่ทำให้ทั้งหมดนี้เป็นความจริงอยู่รอบๆ ตัวของเราเรียบร้อยแล้ว บทความนี้ผู้เขียนได้รับมอบหมายจากท่าน บก. อานันทยุทธ ให้ไปตรวจสอบข้อมูลล่าสุดของเทคโนโลยีหน่วยความจำแบบแฟลชมาเขียนรับใช้ผู้อ่าน เพราะหน่วยความจำแฟลชขณะนี้มีฟอร์แมตต่างๆ หลากหลายจนน่าสับสน หากนำข้อมูลเหล่านี้มานำเสนอ น่าจะเป็นประโยชน์ตามสมควร ในบทความนี้ผู้เขียนจะเล่าความเป็นมาของหน่วยความจำแฟลช (Flash memory) รูปแบบต่างๆ ของการ์ดหน่วยความจำจิ๋วที่ทำจากแฟลช เช่น CompactFlash, SD, MMC, Memory Stick ฯลฯ หลักการทำงานและ ข้อจำกัดของหน่วยความจำชนิดนี้ ความแตกต่างของแฟลชแบบ NOR และ NAND สิ่งควรพิจารณาในการเลือกใช้ และสุดท้ายจะพูดถึงแนวโน้มของมันในอนาคต
10.2.2 หน่วยความจำแบบแฟลช เป็นหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ชนิดที่ข้อมูลไม่หายไปแม้ไม่มีไฟเลี้ยง (non-volatile) สามารถลบและเขียนใหม่ได้โดยกรรมวิธีทางไฟฟ้า (บางทีเรียกว่า EEPROM)เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เป็นหลักในการ์ดหน่วยความจำ USB drive (หรือบางทีเรียกว่า thumb drive และ memory stick) ซึ่งนิยมใช้เพื่อการเก็บข้อมูลทางดิจิตอลทั่วไป หรือใช้เพื่อโอนถ่ายข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ และใช้ในสินค้าดิจิตอลต่างๆ ปัจจุบันเราจะพบ หน่วยความจำแฟลช ได้ในสินค้าที่ได้รับความนิยมหลายอย่าง เช่นเครื่องเล่น MP3 กล้องดิจิตอล โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์แบบพกพา (PDA) และเครื่องเล่นเกมแบบพกพา (เพื่อให้เราบันทึกฉากเกมที่เล่นค้างไว้ได้) สาเหตุที่หน่วยความจำแฟลชถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์พกพาเพราะมันกินไฟน้อยกว่า ทำงานเร็วกว่า และทนแรงกระแทกได้มากกว่าฮาร์ดดิสก์ เมื่อหน่วยความจำแฟลชถูกนำมาบรรจุไว้ในการ์ดหน่วยความจำมันจะทนต่อแรงกดได้ดี ทำงานได้ในอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงมากๆ และกันน้ำได้พอสมควร

11. ความเป็นมาของแฟลช
หน่วยความจำแฟลชเป็นสิ่งประดิษฐ์จากการคิดค้นของ ดร. ฟูจิโอะ มัสซุโอกะ ระหว่างทำงานให้โตชิบาในปีค.ศ. 1984 สาเหตุที่ตั้งชื่อว่า “แฟลช” เพราะเพื่อร่วมงานของ ดร. ฟูจิโอะ ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการลบข้อมูลของมันชวนให้นึกถึงแสงวาบจากกล้องถ่ายรูป ดร. ฟูจิโอะ นำเสนอรายงานสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ต่อสมาคม IEEE ในปีเดียวกันและได้รับความสนใจจากบริษัท Intel ซึ่งเห็นศักยภาพของสิ่งประดิษฐ์นี้และต่อมาได้นำมาสร้างเป็นสินค้า แฟลชที่วางตลาดครั้งแรกเป็นชนิด NOR ในปีค.ศ.1988
11.1 แฟลชแบบ NOR แม้จะเขียนและลบข้อมูลได้ช้า แต่ก็เหมาะที่จะนำมาใช้แทน ROM ในงานที่ไม่ต้องเขียนหรือลบข้อมูลบ่อยเช่น BIOS ของเครื่องคอมพิวเตอร์ และ firmware ของกล่องเคเบิ้ลทีวี แฟลชแบบ NOR ทนการลบและเขียนข้อมูลได้ 10,000 ครั้ง อุปกรณ์ที่มีคอมพิวเตอร์ฝังในตัวรุ่นแรกๆ จะใช้แฟลชแบบ NOR ทั้งนั้น
12.2 แฟลชแบบ NAND เหมาะจะใช้ทำหน่วยความจำสำรอง ดังนั้นเราจึงเห็นมีบริษัทผู้ผลิตนำแฟลชแบบ NAND มาทำเป็นการ์ดหน่วยความจำแบบต่างๆ โดยเริ่มจาก SmartMedia (SM) ตามด้วย MultiMediaCard (MMC), Secure Digital (SD), Memory Stick และการ์ด xD-Picture ปัจจุบันมีผู้ผลิตนำ NAND มาสร้างหน่วยความจำรูปแบบใหม่ออกมาเรื่อยๆ เช่น RS-MMC, MiniSD, MicroSD และอื่นๆ อีกมาก โตชิบาประกาศตัวแฟลชแบบ NAND ในปี ค.ศ. 1989 มันสามารถลบและเขียนข้อมูลได้รวดเร็วกว่า NOR ชิพมีขนาดเล็กกว่า ความจุสูงกว่าและมีราคาต่ำกว่า NOR แต่มีความทนทานกว่าแฟลชแบบ NOR สิบเท่า ข้อเสียของแฟลชแบบ NAND คือเราไม่สามารถเข้าถึงแต่ละเซลได้โดยตรง ต้องอ่านข้อมูลเป็นบล็อก โดยแต่ละบล็อกปรกติจะมีขนาดหลายร้อยถึงหลายพันบิต จึงไม่เหมาะที่จะใช้แทนที่ ROM เพราะไมโครโปรเซสเซอร์จำเป็นต้องอ่านคำสั่งทีละไบต์
การ์ดจิ๋วหลากแบบ แม้จะมีการ์ดหน่วยความจำแฟลชลักษณะต่างๆ จำนวนมาก แต่ก็ไม่ยุ่งยากต่อการใช้งานนัก เพราะหากเราซื้อเครื่องอ่านการ์ดหน่วยความจำแบบอ่านได้หลายชนิด (multi reader) เราจะอ่านหน่วยความจำเหล่านี้ได้เกือบทุกแบบ เช่น SD, MMC, CompactFlash และ Memory Stick คงมีเพียงไม่กี่แบบที่อ่านไม่ได้ เช่นการ์ดขนาดจิ๋วที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ
12.2.1 CompactFlash : CompactFlash เป็นหน่วยความจำแฟลชรูปแบบเก่าแก่สุดที่ยังคงใช้กันอยู่ สาเหตุที่ยังไม่ตายน่าจะเป็นเพราะมีใช้มากในกล้องถ่ายรูปดิจิตอลระดับมืออาชีพ CompactFlash มีรูปร่างที่โดดเด่นกว่าหน่วยความจำแฟลชแบบอื่นๆ เพราะมันมีขนาดใหญ่กว่าเพื่อน CompactFlash แบ่งออกเป็นสองมาตรฐานคือ Type I และ Type II ทั้งสองมาตรฐานมีความกว้างยาวของการ์ดเท่ากันคือ 43x36 มิลลิเมตร สิ่งที่ทำให้ Type II ต่างจาก Type I คือ Type II จะมีความหนากว่า Type I และหลายๆ รุ่นถูกสร้างขึ้นจาก “ไมโครไดร์ฟ” ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์ขนาดจิ๋ว ไม่ใช่หน่วยความจำแฟลช
12.2.2 Memory Stick : Memory Stick เป็นหน่วยความจำแฟลชที่มีต้นกำเนิดจากบริษัท Sony มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 รุ่นแรกมีขนาด 50x21.5 มิลลิเมตร ความจุ 128MB ต่อมา Sony ประกาศ Memory Stick แบบใหม่ที่มีความจุสูงขึ้น เรียกว่า Memory Stick Pro โดยมีความจุสูงถึง 4GB และมีความเร็วในการทำงานไม่ต่ำกว่า 15MBs และต่อมาได้เปิดตัว Memory Stick Pro Duo เพื่อใช้ในโทรศัพท์มือถือ (ยี่ห้อ Sony-Ericsson) และเครื่องเล่นเกม PlayStation รุ่นพกพา และเมื่อไม่นานมานี้ Sony ได้ประกาศตัว Memory Stick แบบใหม่ที่มีขนาดเล็กลงไปอีก คือมีขนาดเพียง 15x12.5x1.2 มิลลิเมตร สามารถทำงานได้โดยใช้ไฟเลี้ยงเพียง 3.3 หรือ 1.8โวลต์
13.เล็ก เล็กกว่า เล็กที่สุด
หากท่านเดินชมสินค้าในห้างจำหน่ายสินค้าไอที ท่านจะพบว่ามีหน่วยความจำแฟลชรูปแบบต่างๆ มากมาย อาทิ SD, MMC, RS-MMS, MMC Micro, miniSD และ MicroSD ท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่าการ์ดเหล่านี้แตกต่างกันอย่างไร
13.1 SD ย่อจาก Secure Digital เป็นหน่วยความจำแฟลชชนิดที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยพัฒนามาจาก MMC หรือ MultiMedia Card ที่เริ่มมีใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 โดยขนาดของ MMC คือ 24x32x1.5 มิลลิเมตร ส่วน SD จะมีขนาด 32x24x2.1 มิลิเมตร แม้จะมีขนาดแตกต่างกันแต่โครงสร้างการทำงานเหมือนกัน ทำให้อุปกรณ์ที่สนับสนุน SD จะสามารถอ่านเขียน MMC ได้ด้วย บริษัทที่ใช้ SD และ MMC เป็นหลักได้แก่ โกดัก แคนนอน และซัมซุง โดยใช้ในกล้องดิจิตอล PDA และอุปกรณ์มัลติมีเดียแบบพกพา โดยทั่วไปแล้ว SD จะมีความจุไม่เกิน 2GB แต่ก็มี SD แบบพิเศษที่มีความจุ 4GB หรือมากว่า เช่น SDHC ซึ่งมีขนาดและรูปร่างเหมือนกับ SD แต่มีความจุ 4GB อย่างเช่น SDHC ยี่ห้อ Sandisk มี MMC รุ่นพิเศษที่มีขนาดเล็กกว่า MMC ธรรมดาครึ่งหนึ่ง เรียกว่า RS-MMC (Reduce size MMC) ซึ่งมีขนาดเพียง 24x16x1.5 มิลลิเมตร ราวกับต้องการแกล้งให้ผู้ซื้อสับสนยิ่งขึ้นอีก ผู้ผลิตจึงนำเสนอ SD แบบใหม่อีกหลายแบบ เช่น MiniSD ซึ่งมีขนาด 20x21.5x1.4 มิลลิเมตร และยังมีแบบที่มีขนาดเล็กไปกว่านั้นอีกเรียกว่า MicroSD ซึ่งเล็กกว่าเท่าตัว คือมีขนาดหดเหลือเพียงแค่ 11x15x1 มิลลิเมตร MicroSD ส่วนใหญ่จะถูกผลิตขายโดยบริษัท ScanDisc ภายใต้ชื่อทางการค้าว่า TransFlash (ทรานส์แฟลช)

14. ไดร์ฟขนาดนิ้วมือ
การประยุกต์ใช้งานหน่วยความจำแฟลชที่เราพบเห็นบ่อยที่สุดคือ Thumb drive หรือ USB drive เป็นอุปกรณ์หน่วยความจำที่ถูกสร้างจากชิพคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วและหน่วยความจำแฟลชแบบ NAND ผนึกรวมกันไว้ในแท่งพลาสติกเล็กๆ มีหัวเสียบ USB เพื่อให้สามารถใช้งานกับ PC และอุปกรณ์ทุกอย่างที่มีขั้วต่อ USB ได้ทันที โดย Thumb drive รุ่นเก่าๆ ถูกออกแบบมาให้ทำงานกับ USB รุ่น 1.1 ขณะที่ Thumb drive รุ่นใหม่ๆ ถูกออกแบบให้ทำงานได้กับ USB รุ่น 2.0 ซึ่งเร็วกว่า
14.1 Thumb drive มีหลายขนาดหลายราคา เริ่มตั้งแต่แบบมีความจุไม่กี่เม็กกะไบต์ ไปจนถึง 8GB และนานวันก็เริ่มมีความจุต่อราคาลดลงเรื่อย ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ Thumb drive ขนาด 1GB ราคาลดเหลือประมาณ 400 บาท คาดว่าอีกไม่นานเราคงได้ใช้ Thumb drive ขนาด 32GB ที่มีราคาไม่ถึงพันบาท

15. NAND กับ NOR ต่างกันอย่างไร
นับวันอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ประเภทที่มีคอมพิวเตอร์ฝังอยู่ภาย ในจะมีหน่วยความจำแบบแฟลชปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราควรใช้หน่วยความจำแฟลชแบบ NAND กับอุปกรณ์ประเภทใด หรือใช้ NOR กับอุปกรณ์ประเภทใดจึงจะเหมาะสม แฟลชสองแบบนี้แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร 15.1 โดยธรรมเนียมปฏิบัติเราจะใช้ NOR เพื่อเก็บคำสั่งที่มีจำนวนไม่มากนักของเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาและโทรศัพท์เคลื่อนที่ NOR เหมาะกับงานลักษณะนี้เพราะทำงานเร็ว และสามารถเข้าถึงข้อมูลทีละบิตได้ เราจึงมักเห็น NOR ถูกนำมาใช้ทำหน้าที่เป็น firmware ใช้ทำ เป็นคำสั่งบู๊ตระบบปฏิบัติการ และใช้เก็บข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงบ่อย NAND มักถูกใช้เพื่อเก็บข้อมูลปริมาณมากๆ เช่นทำเป็น USB Thumb drive หน่วยความจำในกล้องดิจิตอลและเครื่องเล่น MP3 เนื่องจากมีราคาต่ำกว่า ความจุสูงกว่า เขียนและลบข้อมูลได้เร็วกว่า มีอายุการใช้งานที่ยืนยาวกว่า NAND จึงเหมาะกับการนำมาใช้ในงานที่ต้องอ่านเขียนข้อมูลปริมาณมากๆ เป็นข้อมูลแบบเรียงต่อเนื่องกัน หรือไฟล์ใหญ่ๆ ที่ต้องถูกโหลดจากหน่วยความจำอย่างรวดเร็วและถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่อยู่เรื่อยๆ
15.2 การเลือกว่าจะใช้ NAND หรือ NOR บางครั้งก็ไม่ง่ายนัก เพราะอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ทีมีคอมพิวเตอร์ฝังภายในรุ่นใหม่ๆ เป็นอุปกรณ์ที่ต้องการหน่วยความจำปริมาณมากๆ ซึ่งเหมาจะใช้ NAND แต่ในขณะเดียวกันอุปกรณ์เหล่านั้นก็มีตัวประมวลผลความเร็วสูง ซึ่งต้องการหน่วยความจำสำหรับเก็บคำสั่งจำนวยมาก (เพราะทำงานกับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ที่ใช้หน่วยความจำมากขึ้น) ยกตัวอย่างเช่น PDA รุ่นใหม่ที่ต้องการทั้งหน่วยความจำเก็บคำสั่ง และหน่วยความจำเก็บข้อมูลปริมาณมาก ดังนั้นอุปกรณ์ลักษณะนี้จึงมักมีทั้ง NAND และ NOR ในเครื่องเดียวกัน ทั้ง NAND และ NOR มีข้อดีข้อเสียงที่แตกต่างกัน NOR มีข้อดีที่อ่านข้อมูลที่มีอยู่ได้รวดเร็ว แต่มีข้อเสียที่ลบและเขียนข้อมูลใหม่ได้ช้า ขณะที่ NAND มีข้อดีที่ลบและเขียนข้อมูลใหม่ได้เร็วกว่า แต่การเข้าถึงข้อมูลแต่ละไบต์แบบไม่เรียงตามลำดับ (random access) ทำได้ช้ากว่า และ NAND มีแนวโน้มที่จะมีความผิดพลาดในระดับบิตสูงกว่า ทำให้ต้องมีฮาร์ดแวร์หรือซอฟท์แวร์เพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังความผิดพลาด
16. หลักการทำงานของแฟลช
หน่วยความจำแบบแฟลชเก็บข้อมูลไว้ในแถวของทรานซิสเตอร์แบบ floating-gate ที่เรียกว่า “เซล” โดยภายในหนึ่งเซลสามารถเก็บข้อมูลได้หนึ่งบิต หน่วยความจำแฟลช รุ่นใหม่ๆ ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เรียกว่า “เซลหลายระดับ” (multi-level cell หรือ MLC) ทำให้เก็บข้อมูลได้มากกว่าหนึ่งบิตภายในเซลเดียว
16.1 การผลิตแฟลชแบบ NOR ทำได้โดยนำทรานซิสเตอร์แบบมอสเฟต (MOSFET) มาใช้สร้างเซล แต่เป็นมอสเฟตพิเศษที่มีขาเกตสองขา (ปรกติทรานซิสเตอร์แบบมอสเฟตจะมีขาเกตเพียงขาเดียว) เกตบนเรียกว่าเกตควบคุม (control gate ต่อไปจะเรียกว่า CG) ซึ่งเหมือนกับทรานซิสเตอร์แบบมอสทั่วไป และมีเกตล่าง เรียกว่าเกตลอยหรือ floating-gate (ต่อไปจะเรียกย่อว่า FG) เกตทั้งสองถูกแยกไว้ไว้ด้วยชั้นบางๆ ของออกไซด์

ด้วยเหตุที่ FG และ CG ถูกแยกกันไว้ด้วยชั้นบางๆ จึงมีผลให้ประจุอิเล็กตรอนถูกกักไว้ในบริเวณนั้นได้นานหลายปี หากไม่ถูกป้อนไฟฟ้า เซลของ NOR จะมีตรรกะเป็นจริง (ตรงกับเลข 1 ในระบบเลขฐานสอง) วิธีโปรแกรมให้เซลกลายเป็นศูนย์ทำได้โดยใช้กรรมวิธีต่อไปนี้

ป้อนไฟฟ้าไปยัง CG
อิเล็กตรอนจะไหลระหว่างขาซอร์สและขาเดรน
แรงดันที่ขา CG จะเพิ่มขึ้นจนเกิดสนามไฟฟ้าที่แรงมากพอจะกักอิเล็กตรอนไว้ในช่องว่างได้ กระบวนการนี้เรียกว่า “การฉีดอิเล็กตรอนร้อน” (hot-electron injection)
16.2 หน่วยความจำแฟลชแบบ NOR มีสองแบบ แบบแรกมีราคาถูก เรียกว่า Single Level Cell เหมาะใช้ในอุปกรณ์ที่มีความจุไม่มากนัก คือประมาณ 16 ถึง 128MB และแบบ Multi Level Cell ที่มีราคาแพงกว่า เหมาะใช้ในอุปกรณ์ที่ต้องการความจุระหว่าง 256MB ถึง 1GB เราอาจพบหน่วยความจำแฟลชแบบ NOR ได้ในอุปกรณ์หลากหลายประเภท เช่น BIOS, PDA, เครื่องพิมพ์, เราเตอร์ และแลนสวิทช์ ส่วนหน่วยความจำแฟลชแบบ NAND เรามักพบในอุปกรณ์พกพาที่มีตัวเชื่อมต่อแบบ USB เช่น USB แฟลชไดร์ฟและการ์ดหน่วยความจำในท้องตลาดจะเป็นแฟลชแบบ NAND เสียเป็นส่วนใหญ่
16.3 ข้อจำกัดของแฟลช ข้อจำกัดของหน่วยความจำแฟลช (ทั้งแบบ NOR และ NAND) คือ แม้เราจะสามารถอ่านและเขียนบิตใดๆ ของมันก็ได้ แต่เวลาลบข้อมูล เราจะต้องลบพร้อมกันหมดทั้งบล็อก (คือต้องเซตบิตให้มีค่าเป็นหนึ่งทั้งหมด) เมื่อต้องการโปรแกรมหรือเขียนข้อมูล ก็ทำได้โดยเซตบิตที่ต้องการให้เป็นศูนย์ เมื่อบิตกลายเป็นศูนย์แล้ว เราจะเซตบิตใดๆ บิตเดียวกลับให้เป็นหนึ่งไม่ได้ ต้องลบข้อมูลพร้อมกันหมดทั้งบล็อก ข้อจำกัดอีกอย่างของหน่วยความจำแฟลชคือมีอายุใช้งานที่จำกัด โดยสามารถลบและโปรแกรมได้เพียงหนึ่งล้านครั้งเท่านั้น เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยแล้วจะมีระยะการใช้งานประมาณ 51 ปี


17. อนาคตของแฟลช
“ปัจจุบันเรามีฮาร์ดดิสก์สองแบบ แบบแรกคือที่พังแล้ว แบบที่สองคือที่กำลังจะพัง” นี่คือคำกล่าวของ Kohut ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ของ Lenovo “ภายในห้าปีคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะวิ่งระบบปฏิบัติการในหน่วยความจำแฟลช” ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าหน่วยความจำแฟลชจะถูกนำมาใช้แทนที่ฮาร์ดดิสก์เพราะมีข้อดีกว่าหลายอย่าง เช่นไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว จึงทำงานเงียบกว่า มีความร้อนน้อยกว่า ทนทานกว่า มีความเชื่อถือได้สูงกว่า ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่า และมีความเร็วสูงกว่า
17.1 ในปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์ที่ใช้หน่วยความจำแฟลชแทนฮาร์ดดิสก์เริ่มปรากฏให้เห็น เช่นคอมพิวเตอร์ PC รุ่น Q30-SSD ของซัมซุงใช้หน่วยความจำแฟลชแบบ SSD ความจุ 32 GB และคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กในโครงการ OLPC ก็ไม่มีฮาร์ดดิสก์เพราะใช้หน่วยความจำแฟลชเช่นกัน แต่คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่ยังคงใช้ฮาร์ดดิสก์เหมือนเดิม สาเหตุที่ฮาร์ดดิสก์ยังไม่ล้มหายตายจากไปในตอนนี้คือราคาที่ตำกว่ามาก เมื่อคำนวณราคาต่อความจุแล้ว หน่วยความจำแฟลชมีราคาแพงกว่าฮาร์ดดิสก์หลายเท่า
17.2 เมื่อดูจากแนวโน้มในขณะนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าภายในห้าปี ราคาของหน่วยความจำแฟลชจะใกล้เคียงกับฮาร์ดดิสก์ “ภายในปีหน้าคุณจะเห็นฮาร์ดดิสก์ที่ทำจากแฟลช มีความจุ 60GB แต่มีราคาเพียงสองในสามของตอนนี้” Kohut กล่าว แม้ปัจจุบันจะมีการ์ดหน่วยความจำแฟลชหลายชนิดจนผู้ใช้สับสนแล้ว แต่แน่นอนว่าบริษัทผู้ผลิตจะยังคงนำเสนอเทคโนโลยีแฟลชแบบใหม่ๆ ตามออกมาอีกเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อที่ไม่มีวันสิ้นสุด

18. Universal Serial Bus (USB - ยูเอสบี)
เป็นข้อกำหนดมาตรฐานของบัสการสื่อสารแบบอนุกรม เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้กับคอมพิวเตอร์ แต่สามารถใช้ได้กับอุปกรณ์อื่น เช่น เซตทอปบอกซ์ (set-top boxes), เครื่องเล่นเกม (game consoles) และพีดีเอ (PDAs).Connector มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบ A และ แบบ B และ Socket ดังรูป

18.1 ระบบยูเอสบี เป็นการออกแบบโดยประกอบด้วย โฮสท์คอนโทรลเลอร์ และอุปกรณ์หลาย ๆ อุปกรณ์ที่ต่อเชื่อมในรูปแบบต้นไม้โดยใช้อุปกรณ์พิเศษเรียกว่า "ฮับ (hub)" โดยมีข้อจำกัดของการต่อเชื่อมฮับได้ไม่เกิน 5 ระดับต่อ 1 คอนโทรลเลอร์ และสามารถต่อเชื่อมได้กับอุปกรณ์ 127 อุปกรณ์ต่อ 1 โฮสท์คอนโทรลเลอร์ โดยนับรวมฮับเป็นอุปกรณ์ด้วย ในคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ จะมีโฮสท์คอนโทรลเลอร์อยู่หลายช่อง ซึ่งพอเพียงสำหรับการต่อเชื่อมอุปกรณ์จำนวนมาก ๆ การต่อเชื่อมแบบยูเอสบีไม่จำเป็นต้องมีจุดสิ้นสุด (terminator) เหมือนการต่อเชื่อมแบบ SCSI

18.2 การออกแบบของยูเอสบี มีจุดมุ่งหมายที่จะขจัดความจำเป็นในการเพิ่มการ์ดขยาย (expansion card) ในช่องการเชื่อมต่อแบบบัส ISA หรือ PCI และเพิ่มความสามารถของรูปแบบ plug-and-play โดยยอมให้อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถถอด สับเปลี่ยน หรือเพิ่มจากระบบโดยไม่ต้องปิดคอมพิวเตอร์หรือบูตระบบใหม่ เมื่ออุปกรณ์ใหม่ถูกต่อเชื่อมเข้าสู่บัสเป็นครั้งแรก โฮสท์จะทำการระบุอุปกรณ์ และติดตั้งตัวขับอุปกรณ์ (device driver) ที่จำเป็นในการใช้งานอุปกรณ์นั้น

19. ฮับยูเอสบี
ยูเอสบี สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วง (peripherals) เช่น เมาส์ แป้นพิมพ์ แพดเกม จอยสติ๊ก สแกนเนอร์ กล้องถ่ายรูปดิจิตอล เครื่องพิมพ์ ฮาร์ดดิสก์ และ อุปกรณ์เครือข่าย เป็นต้น ยูเอสบีได้กลายเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อมาตรฐานสำหรับอุปกรณ์มัลติมีเดีย เช่น สแกนเนอร์ หรือกล้องถ่ายรูปดิจิตอล และนิยมนำไปทดแทนการเชื่อมต่อแบบเดิม เช่น การเชื่อมต่อแบบขนาน (parallel) สำหรับเครื่องพิมพ์ การเชื่อมต่อแบบอนุกรม (serial) สำหรับโมเด็ม ทั้งนี้เนื่องจากยูเอสบีช่วยลดข้อจำกัดหลาย ๆ ด้านของการเชื่อมต่อแบบเดิม เช่น การเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์หลาย ๆ เครื่องเข้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ในปี 2547 มีอุปกรณ์ยูเอสบีประมาณ 1 พันล้านชิ้นถูกผลิตขึ้น และอุปกรณ์ต่อพ่วงใหม่ๆ ที่ถูกผลิตออกมาก็จะใช้รูปแบบการต่อเชื่อมแบบยูเอสบี มีเพียงอุปกรณ์ที่ต้องการความสามารถในการส่งผ่านข้อมูลมาก ๆ เท่านั้นที่ไม่สามารถใช้ยูเอสบี เช่น จอภาพแสดงผล หรือ มอนิเตอร์ และอุปกรณ์ดิจิตอลวีดีโอคุณภาพสูง เป็นต้น

20. เกณฑ์มาตรฐาน
การออกแบบของยูเอสบีถูกกำหนดมาตรฐานโดย USB Implementers Forum (USBIF), โดยเป็นการรวมตัวกันของผู้นำด้านอุตสาหกรรมด้านคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แอปเปิล, เอชพี, เอ็นอีซี, ไมโครซอฟท์, อินเทล, และ Agere.

20.1 ในเดือนมกราคม 2548 ได้มีการกำหนดรายละเอียดของยูเอสบีรุ่นที่ 2.0 โดยมาตรฐานของรุ่น 2.0 ได้มีการกำหนดโดย USBIF ในตอนปลายปี 2544 รุ่นก่อนหน้าของยูเอสบีคือ 0.9, 1.0 และ 1.1 ซึ่งแต่ละรุ่นที่ออกมาใหม่จะมีความเข้ากันได้ย้อนหลัง (backward compatibility) กับรุ่นที่ออกมาก่อนหน้านี้
20.2 ปลั๊กยูเอสบีและรีเซ็พเตอร์ (receptors) ที่เรียกว่า Mini-A และ Mini-B ยังคงสามารถใช้งานได้ตามที่กำหนดโดย On-The-Go Supplement to the USB 2.0 Specification ซึ่งข้อกำหนดนี้ปัจจุบันเป็นเวอร์ชัน 1.0a

20.3 สัญญาณ USB มาตรฐาน
ปลั๊ก USB มาตรฐาน-A, B แสดงหมายเลขพิน (ไม่ตามสัดส่วน)
พินขาออกของหัวต่อ USB มาตรฐานPin ฟังก์ชัน (โฮส) ฟังก์ชัน (อุปกรณ์)
1 VBUS (4.75-5.25 V) VBUS (4.4-5.25 V)
2 D− D−
3 D+ D+
4 Ground Ground

ลักษณะของการทำงานของหัวต่อทั้งสองแบบมีดังนี้แบบ A จะเป็นการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ไปยังเครื่อง Computer เพื่อการประมวล เรียกว่า UpStream แบบ B จะกลับกันคือจะส่งข้อมูลเข้าหาอุปกรณ์ เรียกว่า DownStream

21. สัญญาณ USB
สัญญาณ USB ถูกส่งผ่านโดยสายส่งข้อมูลคู่แบบบิดเกลียว (twisted pair) แทนโดยสัญลักษณ์ D+ และ D−. สายคู่บิดเกลียวช่วยป้องกันผลกระทบของสัญญาณรบกวนทางคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยใช้หลักการหักล้างสัญญาณแบบครึ่งอัตรา (half-duplex differential signaling) ซึ่งทำให้ส่งสัญญาณในสายที่ยาวได้ดีขึ้น. ฉะนั้นสัญญาณ D+ และ D− จึงเป็นสัญญาณที่ทำงานร่วมงาน ไม่ใช่สัญญาณแบบซิมเพล็กซ์แยกขาดจากกัน.

21.1 สัญญาณ MiniUSB
หัวต่อแสดงหมายเลขพิน USB Mini-A, B (ไม่ตามสัดส่วน)
Mini-A (ซ้าย) หัวกลม, Mini-B (ขวา) หัวเหลี่ยม
มาตรฐาน-A (ซ้าย) Mini-B (ขวา)
พินขาออกของหัวต่อมินิUSBพิน ฟังก์ชัน
1 VBUS (4.4-5.25 V)
2 D−
3 D+
4 ID
5 Ground

21.1.1 พินของมินิ USB เหมือนกับของ USB มาตรฐาน นอกจากพิน4 เรียกว่า ID ซึ่งจะถูกต่อกับพิน5. ในกรณีของ Mini–A เพื่อใช้ระบุว่าอุปกรณ์ใดควรปฏิบัติหน้าที่เป็นโฮสในตอนเริ่มต้น, สำหรับกรณีของ ​​Mini–B พินนี้จะเป็นวงจรเปิด. นอกจากนี้หัวต่อของแบบ Mini–A ยังมีชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับป้องกันการเสียบลงไปในอุปกรณ์ที่เป็นแบบ slave–only.

21.2 ลักษณะการเชื่อมต่อ การเชื่อมต่อใช้งานนั้นสามารถเชื่อมต่อร่วมกันได้ทั้งที่เป็น USB1.1 และ USB 2.0 แต่จะได้ความเร็วที่ต่างกัน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอุปกรณ์นั้นเป็น USB1.1 หรือ USB2.0ลักษณะของอุปกรณ์ภายนอกของ USB ทั้งสองความเร็วจะเหมือนกันทุกประการดังนั้นการที่เราจะดูว่าเป็น USB ความเร็วเท่าไรต้องดูจาก สติกเกอร์ผู้ผลิตเท่านั้น หรือต้องลงมือทดสอบกันเลย วิธีดูให้สังเกตโลโก้ที่ผู้ผลิตติดไว้จะมีดังนี้

21.2.1 ถ้าหากต่ออุปกรณ์มาตรฐาน USB1.1 บนระบบบัสที่เป็น USB2.0 จะได้ความเร็ว = 12Mbps21.2.2 ถ้าหากต่ออุปกรณ์มาตรฐาน USB2.0 บนระบบบัสที่เป็น USB1.1 จะได้ความเร็ว = 12Mbps21.2.3 ถ้าหากต่ออุปกรณ์มาตรฐาน USB2.0 บนระบบบัสที่เป็น USB2.0 จะได้ความเร็ว = 480Mbps

USB port นั้นสามารถต่ออุปกรณ์ได้สูงสุดถึง 127 ตัว ซึ่งจะต้องอาศัย USB HUB ช่วยในการเชื่อมต่อและ ความยาวของสายสัญญาณที่จะใช้กับอุปกรณ์ USB นั้นจะได้ความยาวสูงสุดอยู่ที่ 5 เมตร แต่ถ้าหากใช้ HUB เป็นตัวขยายสัญญาณ ก็จะสามารถต่อพ่วงได้ยาวที่สุด 30 เมตร โดยผ่านสายเคเบิ้ล 6 เส้น เส้นละ 5 เมตร และ ใช้ HUB ช่วย 5 ตัว
ตารางเปรียบเทียบความเร็วการรับ-ส่งข้อมูล


23. ชื่ออุปกรณ์หรือ ฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต USB

1.USB Cable

2.USB Card Reader

3.USB Speaker

4.USB Keyboard

5.USB Lifestyle

6.USB Bluetooth/IrDA

7.USB Mouse

8.USB Mobile/Phone

9.USB Hub

10.USB Security

11.USB Memory

12.USB Adapter

13.USB WebCam

14.USB HDD Enclosure

15.USB X'mas Stuff

16.PC Stuff

17.USB Gaming

18.Summer Collection

19.Winter Collection


24. USB flash drive
คุณมี USB Flash Drive ใช้หรือยัง USB flash drive เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลชนิด ห นึ่งที่ใช้หน่วยความจำชนิด flash memory ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูล ได้โดยที่ข้อมูลยังคงอยู่ต่อไป แม้ไม่มีไ ฟฟ้าหล่อเลี้ยง (non-volatile memory) และการบันทึก และอ่านข้อมูลสามารถเชื่อมต่อ กับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทาง USB port ได้ USB flash drive เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีขนาดเล็ก พกพาสะดวกสามารถใส่ใน กระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง หรือแขวนห้อยคอได้เลย ใช้งาน ง่าย นิยมนำมาใช้ทดแทนแผ่น floppy disk ซึ่งมีความจุต่ำ และสามารถทดแทนแผ่น CD-ROM ซึ่งพกพายากกว่า

24.1 ในยุคแรก ๆ นั้น USB flash drive มีผู้ผลิตจำหน่ายเพียง ไม่กี่เจ้า ผู้ใช้มักจะจำชื่อทางการค้า มาเรียก เช่น เราจะคุ้นเคยกับคำว่า ThumbDrive, Handy drive และชื่อ อื่น ๆ อีกหลายชื่อ แต่อุปกรณ์ จะเป็นลักษณะเดียวกัน คือ ถ้า เรียกชื่อให้ถูกต้องโดยรวมจะเป็น USB flash drive และในยุคแรก ๆ ที่มีจำหน่ายนั้น หน่วยความจำจะ ยังไม่มีขนาดใหญ่นัก เช่นจะเป็น 8 MB, 16 MB, 32 MB เป็นต้น และมี ราคาค่อนข้างแพงมาก

มาถึงตอนนี้ความจุที่นิยม ใช้กันจะเริ่มตั้งแต่ 128 MB ขึ้นไป ได้แก่ 256 MB, 512 MB, 1 GB และอาจจะมีถึง 2 GB ส่วนราคา ก็ถูกลงอย่างมากจากเดิม 8 MB ราคาอยู่ในช่วง 800-1200 บาท แต่ตอนนี้ราคาเดียวกันหาซื้อเป็น 128 MB หรืออาจจะได้ถึง 256 MB เลยทีเดียว (ราคาที่แตกต่างกัน แล้วแต่ยี่ห้อ ขนาด การออกแบบ)

24.2 USB flash drive ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหนจะมีการใช้งานที่เหมือน ๆ กันหมด คือต่อกับ ช่อง USB ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถเลือกช่องใด ๆ ก็ได้ที่ว่าง หรือสะดวก เมื่อเสียบเข้าไปได้สักครู่ เครื่องคอมพิวเตอร์จะเห็น USB flash drive เป็นเหมือน drive ตัวหนึ่ง เช่นเดียวกับ floppy disk หรือ hard disk โดยจะมีชื่อ drive เป็น removable disk และเราก็สามารถบันทึก หรืออ่านข้อมูลใน drive ดังกล่าวได้ เหมือนกับเราใช้ floppy disk หรือ hard disk แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ คือระบบปฏิบัติการที่จะใช้ได้ต้องสามารถรองรับอุปกรณ์ USB คือไม่ต่ำกว่า Windows 98 และสำหรับเครื่องที่ใช้ Windows 98 จำเป็นต้องลง driver ด้วยถึงจะสามารถใช้งานได้ ซึ่งตรงนี้เป็น สิ่งที่ยุ่งยากพอสมควรต่อผู้ใช้งาน แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับ Windows ME, 2000 และ XP เพราะเมื่อเสียบเข้าช่อง USB สักครู่จะใช้งาน ได้ทันทีโดยไม่ต้องลง driver

24.3 ข้อควรระวังในการใช้งานคือ เมื่อจะทำการดึง USB flash drive ออกต้องแน่ใจว่า ไม่มีการใช้งานอุปกรณ์นี้จากโปรแกรมใด ๆ ถ้าจะให้ปลอดภัยจริง ๆ ควรคลิกที่ ไอคอน ตรง System Tray ที่อยู่มุมล่างด้านขวาของ task bar แล้วคลิกเลือก "Safely remove USB mass Storage Device…" แล้วรอจนมีข้อความว่า "Save to Remove Hardware" แล้วค่อยทำการดึง USB flash drive ออก ปัญหาอีกประการหนึ่งที่อาจจะพบได้ คือความไม่สะดวกในการเสียบเมื่อ port USB อยู่หลังเครื่อง คอมพิวเตอร์ หรือกรณีที่ตัว USB flash drive มีขนาดค่อนข้างใหญ่ (อ้วน) แต่ช่อง USB ของคอมพิวเตอร์ มีที่ว่างไม่พอสำหรับเจ้าอ้วนนี้ กรณีเช่นนี้อาจจะต้องใช้สายพ่วง USB ซึ่งบางยี่ห้อแถมให้มาด้วย แต่ถ้าไม่มี แถมมาแล้วจำเป็นต้องใช้ ก็คงต้องซื้อหามา ราคาตามร้าน accessory ทั่ว ๆ ไป จะตกประมาณไม่เกิน 80 บาท

24.4 สำหรับผู้เริ่มต้นแนะนำให้ใช้ความจุขั้นต่ำ 128 MB สำหรับ USB ที่ใช้งาน ตอนนี้เทคโนโลยีของ USB port นั้นมีถึงเวอร์ชัน 2 ซึ่งมีความเร็วในการถ่ายเทข้อมูลสูงมากถึง 480 Mbps มากกว่าเวอร์ชันเดิมที่เป็นเวอร์ชัน 1.1 ที่ความเร็วเพียง 12 Mbps แต่ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นรุ่นเก่าและเป็น USB 1.1 แม้ว่าเราจะใช้ USB flash drive ที่เป็น USB V.2 ความเร็วก็จะไม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่สามารถใช้ร่วมกันได้ ที่ความเร็วของ USB 1.1 อย่างไรก็ตามแนะนำให้เลือกซื้อ USB flash drive ที่เป็น USB 2.0 เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ รุ่นที่ออกมายุคหลัง ๆ รองรับ USB 2.0 หมดแล้ว นอกจากนี้บางรุ่นยังมีลักษณะพิเศษ เช่น เพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล โดยมีสวิทช์ ป้องกันการเขียนทับ บางรุ่นมีตัวสแกนลายนิ้วมือของเจ้าของเลยทีเดียว บางรุ่นออกแบบมาให้เป็นปากกาและมี USB flash drive ด้วย บางรุ่นสามารถฟังเพลง mp3 ได้ และแนวโน้มการพัฒนากันก็ยังคง มีกันต่อไป ตราบเท่าที่จะมีเทคโนโลยีตัวใหม่มาเบียดบังความแรงของ USB Drive เหล่านี้ลงไป

25. ทำความรู้จักเครื่องเล่น MP3 + USB Flash Drive ขนาดพกพา
นวัตกรรมไฮเทคอีกอย่างหนึ่งที่คนไอทีสนใจซื้อมาใช้งานกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้คือ เครื่องเล่น MP3 ขนาดพกพา ซึ่งนอกจากจะใช้ฟังเพลงได้แล้ว ยังสามารถใช้เป็นที่เก็บข้อมูลในลักษณะ Flash Drive (นิยมเรียก thumb drive บ้าง handy drive บ้าง และอื่น ๆ อีกซึ่งเป็นชื่อทางการค้า) ดังนั้น MUCC Newsletter ฉบับนี้จึงขอนำเสนอข้อมูลทั่ว ๆ ไป ของเครื่องเล่นประเภทนี้ไว้เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจจะซื้อหามาใช้งาน ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเครื่องเล่นประเภทนี้มันคืออะไรแน่ เครื่องเล่น MP3 ขนาดพกพานี้เป็นอุปกรณ์ ขนาดพกพาที่มีจุดประสงค์หลักคือใช้ฟังเพลง "MP3" ซึ่งเป็นเพลงในรูปแบบที่มีการบีบอัดข้อมูลให้เล็กลง โดยแต่เดิมนั้นรูปแบบข้อมูลเพลงที่ฟังกันนั้นกรณีเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์จะเป็นเพลงรูปแบบ "Wave" หรือถ้าเก็บใน CD ก็จะเป็นประเภท "Audio CD" ซึ่งทั้งสองอย่างใช้เนื้อที่ในการเก็บข้อมูลค่อนข้างมาก เช่นเพลงเพลงหนึ่งซึ่งมีความยาว ประมาณ 4 นาที ถ้าเป็นรูปแบบ Wave อาจจะต้องใช้เนื้อที่ในการเก็บข้อมูลกว่า 50 MB หรือถ้าเก็บในแผ่น CD เพลงขนาด 4 นาทีอาจจะเก็บได้เต็มที่เพียง สิบกว่าเพลงเท่านั้นภายใน CD 1 แผ่น แต่รูปแบบ MP3 นั้นเพลงขนาด 4 นาทีเท่ากัน ใช้เนื้อที่ในการเก็บข้อมูลประมาณ 4-5 MB เท่านั้น และถ้าเก็บใน CD 1แผ่น อาจจะจุได้มากกว่า 150 เพลง ซึ่งยังคงคุณภาพของเสียงไว้ใกล้เคียงเช่นเดิม (ขนาดจะเล็กลงได้อีก ถ้าเก็บในรูปแบบที่คุณภาพลดลง) ทีนี้ตัวเครื่องเล่น MP3 แบบพกพาเองก็มีหน่วย ความจำที่ใช้เก็บบันทึกข้อมูลที่เป็นประเภทเดียวกันกับ Flash Drive คือเป็น flash memory ซึ่งมีขนาดความจุให้เลือกหลาย ๆ ขนาดด้วยกัน เช่น 128 MB, 256 MB, 512 MB และ 1 GB แต่ก็มีเครื่องเล่นหลาย ๆ เจ้าที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกับ hard disk ในเครื่องคอมพิวเตอร์ในการบันทึกข้อมูลซึ่งอาจจะ ทำให้ความจุสูง ๆ เช่น 20 GB เป็นต้น แต่ขนาดเครื่องก็จะใหญ่ กว่าพวกที่ใช้ flash memory

25.1 ใช้งานอย่างไร
ในการใช้งานต้องมีการนำเพลง mp3 เข้ามาใส่ในเครื่องก่อน เรื่องนี้คงไม่เป็นปัญหาสำหรับนักฟังเพลง mp3 ทั้งหลายที่มีเพลงเก็บอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว แต่จะเป็นปัญหาอย่างมากสำหรับคนไม่เคยเล่นมาก่อน ซึ่งต้องไปหาเพลงที่ต้องการมาให้ได้ก่อน เมื่อจะนำเพลงมาใส่เครื่อง เครื่องเล่นพวกนี้จะใช้งานแบบเดียวกับพวก flash drive อย่างที่กล่าวแล้ว คือ เมื่อนำไปต่อกับ port USB ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็จะเห็นหน่วยความจำของเครื่อง เป็นที่เก็บข้อมูล Drive ใหม่ขึ้นมา (Removable drive) ซึ่งเราสามารถ copy เพลงลงไปได้เหมือน Drive C: ในเครื่องเรา

25.2 ทำอะไรได้อีกบ้าง
ปัจจุบันผู้ผลิตเครื่องเล่น MP3 ออกมาจำหน่าย พยายามเพิ่มลูกเล่นต่าง ๆ เข้าไปในเครื่องเพื่อให้มีความ สะดวกสบาย มีความโดดเด่น และทำให้เป็นเครื่องเล่นสารพัดประโยชน์มากขึ้น ลูกเล่นที่เพิ่มเติมได้แก่

25.2.1 FM receiver เครื่องเล่น MP3 รุ่นหลัง ๆ สามารถรับวิทยุได้ และนอกจากนี้ยังมีลูกเล่นย่อย ๆ อีก เช่น จดจำช่องสถานีได้หลาย ๆ ช่อง จูนหาคลื่นที่ชัดเจนได้เองโดยอัตโนมัติ
25.2.2 รองรับเพลง format อื่น ๆ เช่น WMA, Wav, OGG, ASF
25.2.3 Voice recorder ใช้เป็นเครื่องบันทึกเสียง ลูกเล่นนี้ทำให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจของหลาย ๆ คนได้ดีทีเดียว
25.2.4 จอ LCD แสดงสถานะการทำงานต่าง ๆ ของเครื่อง สำหรับในรุ่นแรก ๆ ไม่มีจอ LCD ทำให้ไม่ทราบ หรือสังเกต ไม่สะดวกว่าขณะนี้เครื่องทำงานอยู่ในโหมดไหน แต่เครื่องรุ่นหลังส่วนใหญ่แล้วจะมีจอ LCD ที่บอกสถานะ การทำงานต่าง ๆ ว่าขณะนี้อยู่ในโหมดใด กำลังเล่นเพลงอะไรอยู่ ใช้เวลาเล่นไปกี่นาทีแล้ว เป็นต้น
25.2.5 แสดงชื่อเพลง - เมนู ภาษาไทย หลาย ๆ รุ่นที่นำมาขายในบ้านเรา เริ่มมีการรองรับเมนูภาษาไทยแล้วและชื่อ
เพลงที่เป็นภาษาไทย
25.2.6 ปรับแต่งเสียงเพลงโดยใช้ Equalizer อันนี้เป็นลูกเล่นเพื่อให้การฟังเพลงได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะมีชุดของลูกเล่นเสียงตามสไตล์ที่จัดไว้แล้ว เช่น Jazz, Classical, Pop, Rock เป็นต้น หรืออาจจะเป็นลักษณะที่เลือกปรับช่วงเสียงที่ต้องการได้เองก็มี

25.2.7 ชนิด battery ชนิดของ battery เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการนำไปใช้งาน หลาย ๆ รุ่นมักใช้ battery ชนิด AA หรือ AAA เพราะถ้าใช้งานอยู่แล้วไฟหมด สามารถหาซื้อมาใส่ใหม่ได้ไม่ลำบากนัก แต่ถ้าใช้ battery ชนิด ลิเทียมก็จะมีข้อดีเฉพาะตัวคือ battery ใช้ได้ทนทาน
25.2.8 MP3 Encoder อันนี้เป็นการเข้ารหัส MP3 ซึ่งประโยชน์ของมันก็คือเราสามารถถ่ายเพลงจากเทป หรือ ซีดี เพลงโปรดของเราเข้าสู่เครื่องเล่นได้โดยไม่ต้องไปหาเพลง MP3 ที่ต้องการ ตัว Encoder จะทำหน้าที่แปลง เสียงเพลงไปเป็นไฟล์ MP3 เก็บในเครื่องเล่นได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้เสียงที่อัดแบบ voice recorder ได้ ก็แปลงเป็น MP3 ได้เช่นกัน

25.3 การเชื่อมต่อ USB กับ เครื่องเล่น MP3
สำหรับ เครื่องเล่น MP3 ในปัจจุบันจะสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องลงไดร์เวอร์แต่อย่างใด มีเพียงบางรุ่นเท่านั้นที่ต้องใช้ไดร์เวอร์ ถ้าท่านผู้อ่านต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ www.creative.com , www.irever.com , www.xenn-mp3.com

26. พัฒนาการไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยี
26.1 USB Memory Key
ฟิลิปส์ ร่วมมือ สวารอฟสกี้ นำเสนอการสอดประสานกันอย่างลงตัวของแฟชั่นและนวัตกรรมเทคโนโลยี กับหลากหลายผลิตภัณฑ์ในคอลเลกชั่น “แอ็กทีฟ คริสตัล” (Active Crystals)
รวมเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ใช้สอยจาก Philips และการออกแบบสวยเด่นทันสมัยจาก Swarovski ให้เป็นความลงตัวที่น่าหลงใหล จัดเก็บความลับสู่ความสำเร็จของคุณด้วย USB Memory Key ในรูปแบบของพวงกุญแจที่น่าประทับใจ 4 รุ่น ได้แก่ แบบหัวใจในรุ่น Heart Ware และ Heart Beat และแบบแม่กุญแจในรุ่น Lock In และ Lock Out ที่คุณสามารถคล้องคอเสมือนเป็นสร้อยคอแฟชั่น แล้วก้าวเข้าสู่ประสบการณ์พลังเสียงของหูฟัง Silver Shade 4 แบบสุดเก๋ มาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานเปี่ยมประสิทธิภาพและความเป็นเยี่ยมในด้านรูปลักษณ์
26.1.1 คุณสมบัติ
• พื้นที่จัดเก็บ 1GB สำหรับจัดเก็บไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่
ความจุขนาด 1GB ช่วยให้คุณมีพื้นที่ในการจัดเก็บ สับเปลี่ยน และแบ่งปันไฟล์ขนาดใหญ่ได้ เช่น เอกสาร ไฟล์เพลงและภาพ โดยใช้พอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์หรือแลปทอปของคุณ

• แบ่งปันและจัดเก็บเพลงได้ถึง 250 เพลง และภาพถ่ายถึง 1000 ภาพ
ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการแบ่งปันและจัดเก็บเพลงได้มากถึง 250 เพลง และภาพถ่ายมากถึง 1000 ภาพ ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้แบบพกพาส่วนตัว และมีประสิทธิภาพ โดยมีความง่ายและสะดวก

• ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็วด้วย USB 2.0 ความเร็วสูง
อัตราการถ่ายโอนข้อมูลความเร็วสูง จะช่วยลดเวลาที่คุณต้องรอในขณะที่คัดลอกไฟล์มัลติมีเดียขนาดใหญ่ ไปเก็บไว้หรือจากฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ของคุณ

• มีซอฟต์แวร์ที่ให้มาที่ออกแบบมาเป็นพิเศษและใช้งานง่าย ซอฟต์แวร์ที่ให้มาเป็นชุดซอฟต์แวร์ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งจะรันจาก Active Crystals USB Memory Key โดยอัตโนมัติ และให้คุณสามารถเข้าใช้คุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่างๆ เช่น การซิงโครไนซ์ไฟล์ และการบีบอัดไฟล์อัตโนมัติ

• ป้องกันข้อมูลส่วนตัวที่มีค่าของคุณ ด้วยการใช้รหัสผ่าน
ด้วยการใช้รหัสผ่านป้องกันพร้อมทั้งการเข้ารหัส AES 256 บิต ข้อมูลสำคัญส่วนตัวของคุณจะได้รับการป้องกันจากการเข้าใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เพียงคุณกำหนดรหัสผ่าน

Active Crystals 1G USB Memory Key มีดีไซน์ "น่าใช้ทุกแบบ" ทั้งหมดสี่แบบ วิบวับด้วย Silver Shade Crystal ที่หลอมรวมการงานเข้ากับการรักษาที่จัดเก็บความลับส่วนตัวและความลับทางอาชีพทั้งหมดของคุณ

26.2 Heart Ware
คำนึงถึงความสำคัญของไฟล์งานใน USB Flash Drive ของคุณ จึงได้คิดค้น USB Flash Drive ในรูปแบบของพวงกุญแจ รุ่น Heart Ware ที่คุณสามารถคล้องคอเสมือนเป็นสร้อยคอแฟชั่น ป้องกันการสูญหายของ USB Flash drive โดย USB Flash Drive มีลักษณะเป็นรูปหัวใจสมมาตร ประกอบด้วยโลหะสีเงินวาว และคริสตัลเจียระไนทั้งชิ้นของสวารอฟสกี้ เมื่อเปิดหัวใจแต่ละดวงจะมี USB Flash Drive ที่มีความจุ 1 กิกะไบต์ เก็บภาพได้ถึง 1000 ภาพ หรือเพลง 250 เพลง

26.3 Heart Beat
USB Flash Drive มีลักษณะเป็นรูปหัวใจสมมาตร ประกอบด้วยโลหะสีเงินกับการประดับคริสตัลด้วยเทคนิคเฉพาะ Ceralun™ ของสวารอฟสกี้ เมื่อเปิดหัวใจแต่ละดวงจะมี USB memory ที่มีความจุ 1 กิกะไบต์ เก็บภาพได้ถึง 1000 ภาพ หรือเพลง 250 เพลง

26.4 Lock In
รุ่น Lock In เป็นรูปของตัวล็อคกุญแจ ซึ่งสามารถใช้เข้าได้กับพวงกุญแจของคุณหรือเป็นห่วงคล้อง ในกระเป๋าได้ โดย USB Flash Drive สุดหรูนี้ได้ผสมผสานโลหะเงินเข้ากับคริสตัลนับเป็นการออกแบบที่ลงตัวและเหมาะสม โดยรุ่นนี้ประดับด้วยคริสตัลเจียระไนแบบบาแกต เพียงแค่กดที่ด้านข้างของตัวล็อค ก็จะถูกปลดออก สามารถใช้งานได้ทันที USB Flash Drive บันทึกข้อมูลได้ 1GB มีรหัสผ่านป้องกัน บันทึกเพลงได้ถึง 250 เพลง หรือ 1000 ภาพ ตัวเครื่องเป็นสเตนเลสขัดเงาพร้อมด้วยคริสตัลเจียระไน เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยเฉพาะ

26.5 Lock Out
รุ่น Lock Out ในรูปของตัวล็อคกุญแจ ซึ่งสามารถใช้เข้าได้กับพวงกุญแจของคุณหรือเป็นห่วงคล้องในกระเป๋าได้ โดย USB Flash Drive สุดหรูนี้ได้ผสมผสานโลหะเงินเข้ากับคริสตัลนับเป็นการออกแบบที่ลงตัวและเหมาะสม โดยรุ่นนี้จะรายล้อมคริสตัลด้วยเทคนิค Ceralun™ เพียงแค่กดที่ด้านข้างของตัวล็อคก็จะถูกปลดออก สามารถใช้งานได้ทันที USB Flash Drive บันทึกข้อมูลได้ มีรหัสผ่านป้องกัน บันทึกเพลงได้ถึง 250 เพลง หรือ 1000 ภาพ

27. รายชื่อยี่ห้อ ของ USB Flash Drive หรือหน่วยบันทึกข้อมูลแบบพกพาที่วางขายในท้องตลาดไทยที่ได้รับความนิยม
1.Kingston
2.Creative
3.Crucial
4.Kingmax
5.PenDrive
6.Synnex
7.Apacer
8.Sony
9.Sandisk
10.Toshiba
11.Philip
12.Lenovo
13.LG
14.Asus

No comments:

ตารางเปรียบเทียบค่า

ตารางเปรียบเทียบค่า